สถิติ
เปิดเมื่อ19/06/2016
อัพเดท28/06/2016
ผู้เข้าชม2379
แสดงหน้า2909
ปฎิทิน
April 2026
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
  


ข่าวสาร

เรียนๆได้เเล้ว
เรามาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กันเถอะ
                         หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
1. ความหมายของระบบสารสารสนเทศ
                ระบบสารสนเทศ หมายถึง การจัดการข้อมูลตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยมีบุคลากรเป็นผู้ใช้ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2. องค์ประกอบของสารสนเทศ
                2.1 ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวล
ผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครื่อข่าย
ตามต้องการ
                2.2 ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรม คือ ชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน
เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภท คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ  2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
                2.3 บุคลากร คือ บุคคลที่ใช้งาน จัดการ และควบคุมระบบสารสนเทศ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการระบบสารสนเทศ มีดังนี้
                - ผู้ใช้                                                     - นักวิเคราะห์ระบบ
                - นักออกแบบระบบ                           - นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์
                - ผู้ควบคุมเครื่อง                                 - ผู้บริหารและควบคุมฐานข้อมูล
                - หัวหน้าหน่วยงานคอมพิวเตอร์
                2.4 ข้อมูล คือ องค์ประกอบที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดีต้องถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ
                2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน ลำดับขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อประกอบ
การตัดสินใจ
                การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้น ข้อมูล
ต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ โดยต้องแปลงภาษามนุษย์ให้เป็น
ภาษาเครื่องด้วยการใช้รหัสแทนข้อมูล
                รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
เป็นระบบตัวเลขฐานสองที่ประกอบด้วยเลขศูนย์และหนึ่ง (0 และ 1) ซึ่งแต่ละหลัก
ของเลขฐานสองเรียกว่า บิต (bit) เมื่อนำตัวเลขศูนย์และหนึ่งเรียงต่อกันจะเกิด
เป็นอักขระ สัญลักษณ์ หรือคำสั่งต่างๆ เช่น 01000111 แทนตัวอักขระ G
                รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ รหัสแอสกี รหัสเอบซีดิก
และรหัสยูนิโค้ด
                - รหัสแอสกี เป็นรหัสแทนข้อมูลที่นิยมมากที่สุด โดยใช้เลขฐานสอง
จำนวน 8 บิตหรือเท่ากับ 1 ไบต์ แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว
                - รหัสเอบซีดิก เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีการ
กำหนดรหัส 8 บิตต่อ 1 อักขระ เหมือนรหัสแอสกี แต่รูปแบบการเรียงอักขระ
จะแตกต่างกันออกไป
                - รหัสยูนิโค้ด เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ใช้เลขฐาน 16 ในการแทนตัวอักขระ
ต่างประเทศบางประเทศ และสัญลักษณ์ทางกราฟิกต่างๆ
 
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง
- ระบบตัวเลขฐานแปด จะใช้เลขโดดแปดตัว คือ 0 1 2 3 4 5 6 และ 7 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบตัวเลขฐานแปด จะเขียนแปดกำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 158 อ่านว่า
หนึ่งห้าฐานแปด
- ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดเพียงสองตัว คือ 0 และ 1 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบเลขฐานสอง จะเขียน สอง กำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 101102 อ่านว่า หนึ่งศูนย์หนึ่งหนึ่งศูนย์ฐานสอง
                การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง ทำได้โดยการเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง เช่น จงเขียน 1258 ให้อยู่ในระบบตัวเลขฐานสอง
1. เป็น 1258 ให้เป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสิบ
                = (1 x 82)+(2x81)+(5x80)
                = (1x64)+(2x8)+(5x1)
                = 64+16+5
                = 85
2.            เปลี่ยนให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง
                หาร 85 ด้วย 2 ดังนี้
                                2 )  85  
                                2 )  42                   เศษ 1
                                2 )  21                   เศษ 0
                                2 )  10                   เศษ 1
                                2 )  5                      เศษ 0
                                2 )  2                      เศษ 1
                                       1                    เศษ 0    
                ดังนั้น 1258          = 10101012
สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 1
1. ความหมายของระบบสารสารสนเทศ
                ระบบสารสนเทศ หมายถึง การจัดการข้อมูลตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยมีบุคลากรเป็นผู้ใช้ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2. องค์ประกอบของสารสนเทศ
                2.1 ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวล
ผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครื่อข่าย
ตามต้องการ
                2.2 ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรม คือ ชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน
เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภท คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ  2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
                2.3 บุคลากร คือ บุคคลที่ใช้งาน จัดการ และควบคุมระบบสารสนเทศ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการระบบสารสนเทศ มีดังนี้
                - ผู้ใช้                                                     - นักวิเคราะห์ระบบ
                - นักออกแบบระบบ                           - นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์
                - ผู้ควบคุมเครื่อง                                 - ผู้บริหารและควบคุมฐานข้อมูล
                - หัวหน้าหน่วยงานคอมพิวเตอร์
                2.4 ข้อมูล คือ องค์ประกอบที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดีต้องถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ
                2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน ลำดับขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อประกอบ
การตัดสินใจ
                การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้น ข้อมูล
ต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ โดยต้องแปลงภาษามนุษย์ให้เป็น
ภาษาเครื่องด้วยการใช้รหัสแทนข้อมูล
                รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
เป็นระบบตัวเลขฐานสองที่ประกอบด้วยเลขศูนย์และหนึ่ง (0 และ 1) ซึ่งแต่ละหลัก
ของเลขฐานสองเรียกว่า บิต (bit) เมื่อนำตัวเลขศูนย์และหนึ่งเรียงต่อกันจะเกิด
เป็นอักขระ สัญลักษณ์ หรือคำสั่งต่างๆ เช่น 01000111 แทนตัวอักขระ G
                รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ รหัสแอสกี รหัสเอบซีดิก
และรหัสยูนิโค้ด
                - รหัสแอสกี เป็นรหัสแทนข้อมูลที่นิยมมากที่สุด โดยใช้เลขฐานสอง
จำนวน 8 บิตหรือเท่ากับ 1 ไบต์ แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว
                - รหัสเอบซีดิก เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีการ
กำหนดรหัส 8 บิตต่อ 1 อักขระ เหมือนรหัสแอสกี แต่รูปแบบการเรียงอักขระ
จะแตกต่างกันออกไป
                - รหัสยูนิโค้ด เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ใช้เลขฐาน 16 ในการแทนตัวอักขระ
ต่างประเทศบางประเทศ และสัญลักษณ์ทางกราฟิกต่างๆ
 
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง
- ระบบตัวเลขฐานแปด จะใช้เลขโดดแปดตัว คือ 0 1 2 3 4 5 6 และ 7 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบตัวเลขฐานแปด จะเขียนแปดกำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 158 อ่านว่า
หนึ่งห้าฐานแปด
- ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดเพียงสองตัว คือ 0 และ 1 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบเลขฐานสอง จะเขียน สอง กำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 101102 อ่านว่า หนึ่งศูนย์หนึ่งหนึ่งศูนย์ฐานสอง
                การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง ทำได้โดยการเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง เช่น จงเขียน 1258 ให้อยู่ในระบบตัวเลขฐานสอง
1. เป็น 1258 ให้เป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสิบ
                = (1 x 82)+(2x81)+(5x80)
                = (1x64)+(2x8)+(5x1)
                = 64+16+5
                = 85
2.            เปลี่ยนให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง
                หาร 85 ด้วย 2 ดังนี้
                                2 )  85  
                                2 )  42                   เศษ 1
                                2 )  21                   เศษ 0
                                2 )  10                   เศษ 1
                                2 )  5                      เศษ 0
                                2 )  2                      เศษ 1
                                       1                    เศษ 0    
                ดังนั้น 1258          = 10101012
 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ

ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ

2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

                เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่

หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง

และหน่วยส่งออก

                2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก

หรือจากผู้ใช้เข้ามา

                2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล

                - หน่วยควบคุม

                - หน่วยคำนวณและตรรกะ

                2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล

ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์

                หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท

                1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only MemoryROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM

                2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ

คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM

                3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล

                4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล

                2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป

                2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ

 

3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ

                3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์

                3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล

                ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ  ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express

 

4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

                4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท

                1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น

2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน  คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น

3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)    เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย

5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld   computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้  สร้างปฏิทิน   บันทึกเตือนความจำ  เล่นเกม  ชมภาพยนตร์  ฟังเพลง   และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้   เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น  พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น

 

อุปกรณ์ต่อพ่วง

อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง  อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้

 

อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

 

1.แผงพิมพ์อักขระ

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง  แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี  50  แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ

 

2.เมาส์

เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ  แบ่งเป็น 2 ประเภท

2.1  เมาส์ทางกล

2.2  เมาส์แบบใช้แสง

 

3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    

เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา  ซึ่งมี 3ประเภท

3.1ลูกกลมควบคุม

3.2แท่งชี้ควบคุม

3.3แผ่นรองสัมผัส

 

4.ก้านควบคุม

เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง

 

5.จอสัมผัส 

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

 

6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ  ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท

6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง  เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง  ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ

6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช

 

7.เว็บแคม

เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้

 

8.จอภาพ มี2 ชนิด

1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์  ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน  โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น

2.จอภาพแบบแอลซีดี   ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง  ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า  มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ

 

9. ลำโพง

เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง

 

10.หูฟัง

เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง  มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย        

 

11.  เครื่องพิมพ์ 

เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์

11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด

11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์

11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก

11.4พล็อตเคอร์

 

12.  โมเด็ม

                เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์   แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก
เนื้อหาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ม.4

- ถ้วยชามสังคโลกเป็นงานประดิษฐ์ที่ได้มาจากงานประดิษฐ์ประเภทงานปั้นจากดิน

- งานที่มีแนวคิดมาจากการสร้างรังนก ส่วนมากใช้วัสดุธรรมชาติ หมายถึงงานประดิษฐ์ประเภทงานจักสาน           

- ลักษณะของต้นกระจูดคือ เป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ลำต้นกลม ภายในกลวงใช้สานเสื่อหรือกระสอบ

- ชื่อของเครื่องแขวนไทยประกอบด้วย ตาข่ายหน้าช้าง, พัดหน้านาง, พัดจามรกลิ่นจระเข้, พู่กลิ่น, บันไดแก้ว, บันไดเงิน,

        บันไดทอง, กลิ่นจีน, วิมานแท่น, วิมานพระอินทร์

- คุณค่าของงานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย มี4 ข้อ คือ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม จิตใจ

- งานศิลปะประดิษฐ์ หมายถึง งานประดิษฐ์ที่เป็กเอกลักษณ์ไทยเป็นงานวิจิตรศิลป์ที่ใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์งาน

- หัตถกรรม หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างประโยชน์ในการดำรงชีวิต

งานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการนำความรู้ ภูมิปัญญา มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน

- บายศรี หมายถึง เครื่องเชิญขวัญ ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีรับขวัญ

- การทำบายศรีเกิดจากความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์       

- เบญจรงค์ มี 5 สีได้แก่สีขาว เหลือง ดำ แดง และเขียว

- มาลัยโดยทั่วไปมีส่วนประกอบทั้งหมด 3 ส่วน คือ ตัวมาลัย, อุบะ, โบมาลัย

- มาลัยกลมนิยมร้อยตั้งแต่ขนาด 6 กลีบขึ้นไป

หมวกกลีบเลี้ยงเรียกอีกอย่างว่า ดอกครอบ   

- ดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้เป็นดอกสวมคือ ดอกรัก

- คำว่า พิถีพิถัน หมายถึง ละเอียดละออ

- ดอกไม้ที่ร้อยเป็นสายที่ห้อยต่อจากพวงมาลัย เพื่อความสวยงาม เรียกว่าอุบะ

- การแทงหยวกเป็นงานแกะสลักที่นิยมใช้ประดับแตกต่างในงานศพ หรืองานพิธีโกนจุก

- สิ่ว เป็นเครื่องมือของงานแกะสลักไม้

- กุหลาบ (คุล) ภาษาเปอร์เซียแปลว่า สีแดง

- ใบกระบือ นิยมนำใช้กับงานแซมประดับกับดอกไม้สด เพื่อความสวยงาม

- ดอกกุหลาบจัดได้ว่าเป็นราชินีแห่งดอกไม้

- คำว่า 'ตุ้งติ้ง' ความหมายในทางกิริยาท่าทาง หมายถึง ท่าทางกระชดกระช้อย

- อุบะมี 3 ชนิด คือ อะบุพู่, อุบะแขก, อะบุไทยธรรมดา

- วันที่ 13 เมษายน ของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุ โดยมีวัตถุประสงค์ของวันดังกล่าวคือ

        1. เพื่อให้การสงเคราะห์คนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

        2. เพื่อให้บริการแก่คนชราที่อยู่กับครอบครัวของตน แต่มีความ              

            ต้องการบริการสงเคราะห์คนชราบางอย่าง

        3. เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย

- โอกาสเฝ้ารับเสด็จควรนำมาลัยข้อพระกรไปใช้

- มาลัยมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ มาลัยชายเดียว, มาลัยสองชาย, มาลัยชำร่วย

- ดอกไม้ที่นิยมนำมาร้อยมาลัยคือ ดอกรัก, ดอกพุด, ดอกกุหลาบมอญ, ดอกกล้วยไม้

- กล้วยไม้ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ส่งออกต่างประเทศที่สำคัญของไทย

- งานใบตองที่ทำเสร็จแล้ว เพื่อป้องกันไม่งานนั้นเหี่ยว ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำคลุม

- วิธีการเตรียมใบตองสดในงานประดิษฐ์ 1. เช็ดใบตอง  2. ฉีกใบตอง          3. ตัดใบตอง

- ลักษณะเด่นของดอกบานไม่รู้โรยคือ มีความคงทน ไม่เหี่ยวเฉาง่าย            

- ขนมต้มแดงต้มขาวเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย

- ความหมายของคำว่า 'ขอขมา' คือ การกล่าวคำขอโทษ

- การทำบายศรีเป็นวัฒนธรรมของภาคภาคอีสาน             

- ถ้าต้องการให้ใบตองสดทนนาน เมื่อประดิษฐ์เสร็จแล้ว ต้องแช่น้ำอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

- การแกะสลักเป็นช่อหรือเป็นพวง เรียกว่าลาย ลายเครือเถา

- การเคี่ยวของบางอย่าง เช่น ปลาร้าให้ละลายและข้น คือการทำหลน

- มีดแกะสลักผักและผลไม้ มีประโยชน์ คือ ใช้กรีดผักและผลไม้ให้เกิดลวดลายและรูปทรง

- ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินเอและมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ

คำว่า 'SMEs' ย่อมาจากคำว่าSmall and Medium Enterprises

ประเภทของสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)    

        1. อาหาร                                                         2. เครื่องดื่ม

        3. ผ้า เครื่องแต่งกาย                                       4. เครื่องใช้ และเครื่องประดับตกแต่ง

        5. ศิลปะประดิษฐ์ และของที่ระลึก              6. สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา

- คุณลักษณะที่สำคัญของช่างแกะสลักมืออาชีพคือ เป็นนักออกแบบและถ่ายทอดลวดลาย

- งานที่จัดว่าเป็นงานที่เป็นเอกลักษณ์ไทยโบราณคือ งานประดิษฐ์ที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง

- ถ้าต้องการประกอบอาชีพเกี่ยวกับงานประดิษฐ์ ควรมีความรู้ความชำนาญและทักษะเกี่ยวกับงานประดิษฐ์

- การประกอบอาชีพงานประดิษฐ์ให้ประสบความสำเร็จต้องมีความประณีตและมีความคิดสร้างสรรค์

- ลายที่เหมาะสำหรับแกะสลักผักและผลไม้ให้เป็นใบไม้ คือ  ลายฉลุ

ลำดับขั้นตอนการแกะสลักผักและผลไม้

        1) เตรียมวัสดุเนื้ออ่อนที่จะนำมาแกะสลัก

        2) ) ออกแบบลายบนกระดาษ

        3) ร่างรูปร่างลงบนวัสดุที่จะแกะสลัก

        4ใช้มีดแกะสลักแกะตามรอยที่ร่าง

สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 2

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ

ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ

2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

                เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่

หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง

และหน่วยส่งออก

                2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก

หรือจากผู้ใช้เข้ามา

                2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล

                - หน่วยควบคุม

                - หน่วยคำนวณและตรรกะ

                2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล

ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์

                หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท

                1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only MemoryROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM

                2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ

คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM

                3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล

                4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล

                2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป

                2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ

 

3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ

                3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์

                3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล

                ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ  ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express

 

4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

                4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท

                1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น

2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน  คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น

3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)    เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย

5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld   computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้  สร้างปฏิทิน   บันทึกเตือนความจำ  เล่นเกม  ชมภาพยนตร์  ฟังเพลง   และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้   เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น  พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น

 

อุปกรณ์ต่อพ่วง

อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง  อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้

 

อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

 

1.แผงพิมพ์อักขระ

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง  แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี  50  แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ

 

2.เมาส์

เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ  แบ่งเป็น 2 ประเภท

2.1  เมาส์ทางกล

2.2  เมาส์แบบใช้แสง

 

3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    

เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา  ซึ่งมี 3ประเภท

3.1ลูกกลมควบคุม

3.2แท่งชี้ควบคุม

3.3แผ่นรองสัมผัส

 

4.ก้านควบคุม

เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง

 

5.จอสัมผัส 

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

 

6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ  ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท

6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง  เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง  ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ

6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช

 

7.เว็บแคม

เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้

 

8.จอภาพ มี2 ชนิด

1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์  ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน  โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น

2.จอภาพแบบแอลซีดี   ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง  ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า  มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ

 

9. ลำโพง

เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง

 

10.หูฟัง

เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง  มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย        

 

11.  เครื่องพิมพ์ 

เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์

11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด

11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์

11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก

11.4พล็อตเคอร์

 

12.  โมเด็ม

                เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์   แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก

สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 2

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ

ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ

2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

                เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่

หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง

และหน่วยส่งออก

                2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก

หรือจากผู้ใช้เข้ามา

                2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล

                - หน่วยควบคุม

                - หน่วยคำนวณและตรรกะ

                2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล

ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์

                หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท

                1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only MemoryROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM

                2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ

คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM

                3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล

                4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล

                2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป

                2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ

 

3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ

                3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์

                3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล

                ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ  ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express

 

4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

                4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท

                1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น

2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน  คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น

3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)    เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย

5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld   computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้  สร้างปฏิทิน   บันทึกเตือนความจำ  เล่นเกม  ชมภาพยนตร์  ฟังเพลง   และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้   เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น  พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น

 

อุปกรณ์ต่อพ่วง

อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง  อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้

 

อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

 

1.แผงพิมพ์อักขระ

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง  แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี  50  แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ

 

2.เมาส์

เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ  แบ่งเป็น 2 ประเภท

2.1  เมาส์ทางกล

2.2  เมาส์แบบใช้แสง

 

3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    

เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา  ซึ่งมี 3ประเภท

3.1ลูกกลมควบคุม

3.2แท่งชี้ควบคุม

3.3แผ่นรองสัมผัส

 

4.ก้านควบคุม

เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง

 

5.จอสัมผัส 

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

 

6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ  ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท

6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง  เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง  ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ

6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช

 

7.เว็บแคม

เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้

 

8.จอภาพ มี2 ชนิด

1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์  ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน  โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น

2.จอภาพแบบแอลซีดี   ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง  ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า  มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ

 

9. ลำโพง

เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง

 

10.หูฟัง

เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง  มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย        

 

11.  เครื่องพิมพ์ 

เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์

11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด

11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์

11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก

11.4พล็อตเคอร์

 

12.  โมเด็ม

                เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์   แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก

 

y

อ่าน y ครั้ง
y...