เรามาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กันเถอะ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
1. ความหมายของระบบสารสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ หมายถึง การจัดการข้อมูลตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยมีบุคลากรเป็นผู้ใช้ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2. องค์ประกอบของสารสนเทศ
2.1 ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวล
ผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครื่อข่าย
ตามต้องการ
2.2 ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรม คือ ชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน
เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภท คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
2.3 บุคลากร คือ บุคคลที่ใช้งาน จัดการ และควบคุมระบบสารสนเทศ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการระบบสารสนเทศ มีดังนี้
- ผู้ใช้ - นักวิเคราะห์ระบบ
- นักออกแบบระบบ - นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์
- ผู้ควบคุมเครื่อง - ผู้บริหารและควบคุมฐานข้อมูล
- หัวหน้าหน่วยงานคอมพิวเตอร์
2.4 ข้อมูล คือ องค์ประกอบที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดีต้องถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ
2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน ลำดับขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อประกอบ
การตัดสินใจ
การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้น ข้อมูล
ต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ โดยต้องแปลงภาษามนุษย์ให้เป็น
ภาษาเครื่องด้วยการใช้รหัสแทนข้อมูล
รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
เป็นระบบตัวเลขฐานสองที่ประกอบด้วยเลขศูนย์และหนึ่ง (0 และ 1) ซึ่งแต่ละหลัก
ของเลขฐานสองเรียกว่า บิต (bit) เมื่อนำตัวเลขศูนย์และหนึ่งเรียงต่อกันจะเกิด
เป็นอักขระ สัญลักษณ์ หรือคำสั่งต่างๆ เช่น 01000111 แทนตัวอักขระ G
รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ รหัสแอสกี รหัสเอบซีดิก
และรหัสยูนิโค้ด
- รหัสแอสกี เป็นรหัสแทนข้อมูลที่นิยมมากที่สุด โดยใช้เลขฐานสอง
จำนวน 8 บิตหรือเท่ากับ 1 ไบต์ แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว
- รหัสเอบซีดิก เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีการ
กำหนดรหัส 8 บิตต่อ 1 อักขระ เหมือนรหัสแอสกี แต่รูปแบบการเรียงอักขระ
จะแตกต่างกันออกไป
- รหัสยูนิโค้ด เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ใช้เลขฐาน 16 ในการแทนตัวอักขระ
ต่างประเทศบางประเทศ และสัญลักษณ์ทางกราฟิกต่างๆ
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง
- ระบบตัวเลขฐานแปด จะใช้เลขโดดแปดตัว คือ 0 1 2 3 4 5 6 และ 7 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบตัวเลขฐานแปด จะเขียนแปดกำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 15
8 อ่านว่า
หนึ่งห้าฐานแปด
- ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดเพียงสองตัว คือ 0 และ 1 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบเลขฐานสอง จะเขียน สอง กำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 10110
2 อ่านว่า หนึ่งศูนย์หนึ่งหนึ่งศูนย์ฐานสอง
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง ทำได้โดยการเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง เช่น จงเขียน 125
8 ให้อยู่ในระบบตัวเลขฐานสอง
1. เป็น 125
8 ให้เป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสิบ
= (1 x 8
2)+(2x8
1)+(5x8
0)
= (1x64)+(2x8)+(5x1)
= 64+16+5
= 85
2. เปลี่ยนให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง
หาร 85 ด้วย 2 ดังนี้
2 ) 85
2 ) 42 เศษ 1
2 ) 21 เศษ 0
2 ) 10 เศษ 1
2 ) 5 เศษ 0
2 ) 2 เศษ 1
1 เศษ 0
ดังนั้น 125
8 = 1010101
2
สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 1
1. ความหมายของระบบสารสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ หมายถึง การจัดการข้อมูลตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยมีบุคลากรเป็นผู้ใช้ฮารด์แวร์และซอฟต์แวร์เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
2. องค์ประกอบของสารสนเทศ
2.1 ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวล
ผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครื่อข่าย
ตามต้องการ
2.2 ซอฟต์แวร์ หรือ โปรแกรม คือ ชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอน
เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภท คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
2.3 บุคลากร คือ บุคคลที่ใช้งาน จัดการ และควบคุมระบบสารสนเทศ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดการระบบสารสนเทศ มีดังนี้
- ผู้ใช้ - นักวิเคราะห์ระบบ
- นักออกแบบระบบ - นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์
- ผู้ควบคุมเครื่อง - ผู้บริหารและควบคุมฐานข้อมูล
- หัวหน้าหน่วยงานคอมพิวเตอร์
2.4 ข้อมูล คือ องค์ประกอบที่ชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดีต้องถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าเชื่อถือ
2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน ลำดับขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ
3. การใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อประกอบ
การตัดสินใจ
การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้น ข้อมูล
ต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ โดยต้องแปลงภาษามนุษย์ให้เป็น
ภาษาเครื่องด้วยการใช้รหัสแทนข้อมูล
รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
เป็นระบบตัวเลขฐานสองที่ประกอบด้วยเลขศูนย์และหนึ่ง (0 และ 1) ซึ่งแต่ละหลัก
ของเลขฐานสองเรียกว่า บิต (bit) เมื่อนำตัวเลขศูนย์และหนึ่งเรียงต่อกันจะเกิด
เป็นอักขระ สัญลักษณ์ หรือคำสั่งต่างๆ เช่น 01000111 แทนตัวอักขระ G
รหัสแทนข้อมูลที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ รหัสแอสกี รหัสเอบซีดิก
และรหัสยูนิโค้ด
- รหัสแอสกี เป็นรหัสแทนข้อมูลที่นิยมมากที่สุด โดยใช้เลขฐานสอง
จำนวน 8 บิตหรือเท่ากับ 1 ไบต์ แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว
- รหัสเอบซีดิก เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีการ
กำหนดรหัส 8 บิตต่อ 1 อักขระ เหมือนรหัสแอสกี แต่รูปแบบการเรียงอักขระ
จะแตกต่างกันออกไป
- รหัสยูนิโค้ด เป็นรหัสแทนข้อมูลที่ใช้เลขฐาน 16 ในการแทนตัวอักขระ
ต่างประเทศบางประเทศ และสัญลักษณ์ทางกราฟิกต่างๆ
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง
- ระบบตัวเลขฐานแปด จะใช้เลขโดดแปดตัว คือ 0 1 2 3 4 5 6 และ 7 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบตัวเลขฐานแปด จะเขียนแปดกำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 15
8 อ่านว่า
หนึ่งห้าฐานแปด
- ระบบตัวเลขฐานสอง จะใช้เลขโดดเพียงสองตัว คือ 0 และ 1 เป็นสัญลักษณ์บอกปริมาณของสิ่งของหรือจำนวน ในระบบเลขฐานสอง จะเขียน สอง กำกับไว้ที่ตัวเลข เช่น 10110
2 อ่านว่า หนึ่งศูนย์หนึ่งหนึ่งศูนย์ฐานสอง
การเปลี่ยนระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสอง ทำได้โดยการเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานแปดให้เป็นระบบตัวเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงเปลี่ยนตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสิบให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง เช่น จงเขียน 125
8 ให้อยู่ในระบบตัวเลขฐานสอง
1. เป็น 125
8 ให้เป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสิบ
= (1 x 8
2)+(2x8
1)+(5x8
0)
= (1x64)+(2x8)+(5x1)
= 64+16+5
= 85
2. เปลี่ยนให้เป็นตัวเลขในระบบตัวเลขฐานสอง
หาร 85 ด้วย 2 ดังนี้
2 ) 85
2 ) 42 เศษ 1
2 ) 21 เศษ 0
2 ) 10 เศษ 1
2 ) 5 เศษ 0
2 ) 2 เศษ 1
1 เศษ 0
ดังนั้น 125
8 = 1010101
2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ
ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ
2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่
หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง
และหน่วยส่งออก
2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก
หรือจากผู้ใช้เข้ามา
2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล
- หน่วยควบคุม
- หน่วยคำนวณและตรรกะ
2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล
ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท
1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only Memory: ROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM
2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ
คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM
3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล
4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล
2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป
2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ
3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ
3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์
3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล
ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express
4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง
4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท
1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น
2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น
3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น
4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย
5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้ สร้างปฏิทิน บันทึกเตือนความจำ เล่นเกม ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น
อุปกรณ์ต่อพ่วง
อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้
อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1.แผงพิมพ์อักขระ
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี 50 แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ
2.เมาส์
เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 เมาส์ทางกล
2.2 เมาส์แบบใช้แสง
3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา ซึ่งมี 3ประเภท
3.1ลูกกลมควบคุม
3.2แท่งชี้ควบคุม
3.3แผ่นรองสัมผัส
4.ก้านควบคุม
เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง
5.จอสัมผัส
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท
6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ
6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช
7.เว็บแคม
เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้
8.จอภาพ มี2 ชนิด
1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์ ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น
2.จอภาพแบบแอลซีดี ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ
9. ลำโพง
เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง
10.หูฟัง
เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
11. เครื่องพิมพ์
เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์
11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด
11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์
11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก
11.4พล็อตเคอร์
12. โมเด็ม
เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์ แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก
เนื้อหาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ม.4
- ถ้วยชามสังคโลกเป็นงานประดิษฐ์ที่ได้มาจากงานประดิษฐ์ประเภทงานปั้นจากดิน
- งานที่มีแนวคิดมาจากการสร้างรังนก ส่วนมากใช้วัสดุธรรมชาติ หมายถึงงานประดิษฐ์ประเภทงานจักสาน
- ลักษณะของต้นกระจูดคือ เป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ลำต้นกลม ภายในกลวงใช้สานเสื่อหรือกระสอบ
- ชื่อของเครื่องแขวนไทยประกอบด้วย ตาข่ายหน้าช้าง, พัดหน้านาง, พัดจามร, กลิ่นจระเข้, พู่กลิ่น, บันไดแก้ว, บันไดเงิน,
บันไดทอง, กลิ่นจีน, วิมานแท่น, วิมานพระอินทร์
- คุณค่าของงานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย มี4 ข้อ คือ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม จิตใจ
- งานศิลปะประดิษฐ์ หมายถึง งานประดิษฐ์ที่เป็กเอกลักษณ์ไทยเป็นงานวิจิตรศิลป์ที่ใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์งาน
- หัตถกรรม หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างประโยชน์ในการดำรงชีวิต
- งานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการนำความรู้ ภูมิปัญญา มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน
- บายศรี หมายถึง เครื่องเชิญขวัญ ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีรับขวัญ
- การทำบายศรีเกิดจากความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์
- เบญจรงค์ มี 5 สีได้แก่สีขาว เหลือง ดำ แดง และเขียว
- มาลัยโดยทั่วไปมีส่วนประกอบทั้งหมด 3 ส่วน คือ ตัวมาลัย, อุบะ, โบมาลัย
- มาลัยกลมนิยมร้อยตั้งแต่ขนาด 6 กลีบขึ้นไป
- หมวกกลีบเลี้ยงเรียกอีกอย่างว่า ดอกครอบ
- ดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้เป็นดอกสวมคือ ดอกรัก
- คำว่า พิถีพิถัน หมายถึง ละเอียดละออ
- ดอกไม้ที่ร้อยเป็นสายที่ห้อยต่อจากพวงมาลัย เพื่อความสวยงาม เรียกว่าอุบะ
- การแทงหยวกเป็นงานแกะสลักที่นิยมใช้ประดับแตกต่างในงานศพ หรืองานพิธีโกนจุก
- สิ่ว เป็นเครื่องมือของงานแกะสลักไม้
- กุหลาบ (คุล) ภาษาเปอร์เซียแปลว่า สีแดง
- ใบกระบือ นิยมนำใช้กับงานแซมประดับกับดอกไม้สด เพื่อความสวยงาม
- ดอกกุหลาบจัดได้ว่าเป็นราชินีแห่งดอกไม้
- คำว่า 'ตุ้งติ้ง' ความหมายในทางกิริยาท่าทาง หมายถึง ท่าทางกระชดกระช้อย
- อุบะมี 3 ชนิด คือ อะบุพู่, อุบะแขก, อะบุไทยธรรมดา
- วันที่ 13 เมษายน ของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุ โดยมีวัตถุประสงค์ของวันดังกล่าวคือ
1. เพื่อให้การสงเคราะห์คนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
2. เพื่อให้บริการแก่คนชราที่อยู่กับครอบครัวของตน แต่มีความ
ต้องการบริการสงเคราะห์คนชราบางอย่าง
3. เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย
- โอกาสเฝ้ารับเสด็จควรนำมาลัยข้อพระกรไปใช้
- มาลัยมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ มาลัยชายเดียว, มาลัยสองชาย, มาลัยชำร่วย
- ดอกไม้ที่นิยมนำมาร้อยมาลัยคือ ดอกรัก, ดอกพุด, ดอกกุหลาบมอญ, ดอกกล้วยไม้
- กล้วยไม้ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ส่งออกต่างประเทศที่สำคัญของไทย
- งานใบตองที่ทำเสร็จแล้ว เพื่อป้องกันไม่งานนั้นเหี่ยว ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำคลุม
- วิธีการเตรียมใบตองสดในงานประดิษฐ์ 1. เช็ดใบตอง 2. ฉีกใบตอง 3. ตัดใบตอง
- ลักษณะเด่นของดอกบานไม่รู้โรยคือ มีความคงทน ไม่เหี่ยวเฉาง่าย
- ขนมต้มแดงต้มขาวเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย
- ความหมายของคำว่า 'ขอขมา' คือ การกล่าวคำขอโทษ
- การทำบายศรีเป็นวัฒนธรรมของภาคภาคอีสาน
- ถ้าต้องการให้ใบตองสดทนนาน เมื่อประดิษฐ์เสร็จแล้ว ต้องแช่น้ำอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- การแกะสลักเป็นช่อหรือเป็นพวง เรียกว่าลาย ลายเครือเถา
- การเคี่ยวของบางอย่าง เช่น ปลาร้าให้ละลายและข้น คือการทำหลน
- มีดแกะสลักผักและผลไม้ มีประโยชน์ คือ ใช้กรีดผักและผลไม้ให้เกิดลวดลายและรูปทรง
- ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินเอและมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ
- คำว่า 'SMEs' ย่อมาจากคำว่าSmall and Medium Enterprises
- ประเภทของสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
1. อาหาร 2. เครื่องดื่ม
3. ผ้า เครื่องแต่งกาย 4. เครื่องใช้ และเครื่องประดับตกแต่ง
5. ศิลปะประดิษฐ์ และของที่ระลึก 6. สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา
- คุณลักษณะที่สำคัญของช่างแกะสลักมืออาชีพคือ เป็นนักออกแบบและถ่ายทอดลวดลาย
- งานที่จัดว่าเป็นงานที่เป็นเอกลักษณ์ไทยโบราณคือ งานประดิษฐ์ที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง
- ถ้าต้องการประกอบอาชีพเกี่ยวกับงานประดิษฐ์ ควรมีความรู้ความชำนาญและทักษะเกี่ยวกับงานประดิษฐ์
- การประกอบอาชีพงานประดิษฐ์ให้ประสบความสำเร็จต้องมีความประณีตและมีความคิดสร้างสรรค์
- ลายที่เหมาะสำหรับแกะสลักผักและผลไม้ให้เป็นใบไม้ คือ ลายฉลุ
- ลำดับขั้นตอนการแกะสลักผักและผลไม้
1) เตรียมวัสดุเนื้ออ่อนที่จะนำมาแกะสลัก
2) ) ออกแบบลายบนกระดาษ
3) ร่างรูปร่างลงบนวัสดุที่จะแกะสลัก
4ใช้มีดแกะสลักแกะตามรอยที่ร่าง
สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ
ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ
2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่
หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง
และหน่วยส่งออก
2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก
หรือจากผู้ใช้เข้ามา
2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล
- หน่วยควบคุม
- หน่วยคำนวณและตรรกะ
2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล
ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท
1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only Memory: ROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM
2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ
คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM
3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล
4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล
2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป
2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ
3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ
3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์
3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล
ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express
4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง
4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท
1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น
2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น
3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น
4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย
5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้ สร้างปฏิทิน บันทึกเตือนความจำ เล่นเกม ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น
อุปกรณ์ต่อพ่วง
อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้
อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1.แผงพิมพ์อักขระ
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี 50 แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ
2.เมาส์
เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 เมาส์ทางกล
2.2 เมาส์แบบใช้แสง
3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา ซึ่งมี 3ประเภท
3.1ลูกกลมควบคุม
3.2แท่งชี้ควบคุม
3.3แผ่นรองสัมผัส
4.ก้านควบคุม
เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง
5.จอสัมผัส
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท
6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ
6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช
7.เว็บแคม
เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้
8.จอภาพ มี2 ชนิด
1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์ ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น
2.จอภาพแบบแอลซีดี ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ
9. ลำโพง
เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง
10.หูฟัง
เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
11. เครื่องพิมพ์
เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์
11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด
11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์
11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก
11.4พล็อตเคอร์
12. โมเด็ม
เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์ แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก
สรุปหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1. หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานโดยเฉพาะด้านคำนวณ
ค่าคณิตศาสตร์ที่ยากและซับซ้อน การประมวลผลให้กลายเป็นสารสนเทศ
2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานงานได้ต้องประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่
หน่วยรับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรอง
และหน่วยส่งออก
2.1 หน่วยรับเข้า (input unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากภายนอก
หรือจากผู้ใช้เข้ามา
2.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล
- หน่วยควบคุม
- หน่วยคำนวณและตรรกะ
2.3 หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เป็นหน่วยเก็บข้อมูล
ที่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงและจำเป็นต้องมีในเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งได้ 4 ประเภท
1. หน่วยความจำแบบอ่านได้อย่างเดียวหรือรอม (Read Only Memory: ROM) รอมแบ่งได้ดังนี้ PROM, EPROM, EEPROM
2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้หรือแรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำ
คำสั่งที่เป็นโปรแกรม มี 2 ประเภท คือ Dynamic RAM : DRAM, Static RAM :SRAM
3. หน่วยความจำแคช (Cache Memory) เป็นหน่วยความจำที่เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล
4. หน่วยความจำวิดีโอแรมหรือวีแรม (Video RAM : VRAM) เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผล
2.4 หน่วยความจำรอง (Seccondary Memory) หรือหน่วยเก็บข้อมูลรอง เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป
2.5 หน่วยส่งออก (Output Unit) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้สามารถเห็นและรับรู้ได้ตามต้องการ
3. แผงวงจรหลักและการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ
3.1 แผงวงจรหลัก แผงวงจรหลักหรือเมนบอร์ด เปรียบเสมือนศูนย์กลางของคอมพิวเตอร์
3.2 การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ซึ่งการรับส่งข้อมูลนี้ต้องผ่านบัส (Bus) หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารขนถ่ายข้อมูล
ระบบบัสทางกายภาพ คือ สายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงไปกับอุปกรณ์ต่างๆ ระบบบัสมี 3 ประเภท คือ PCI, AGP, PCI Express
4. คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง
4.1 คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประเภท
1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อร์(super computer)เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดมีขนาดใหญ่และราคาแพงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอี่นออกแบบมาเพื่อใช้แก่ปํญหาทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายวัน เป็นต้น
2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะการทำงานสูง เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้ได้หลายร้อยคน คอมพิวเตอร์ชนิดนี้มักใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร เป็นต้น
3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ใช้บริการแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม เป็นต้น
4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงมีความนิยมสูงเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวที่บ้าน และยังได้รับความนิยมสูงสุดด้วย
5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld computer)สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้ สร้างปฏิทิน บันทึกเตือนความจำ เล่นเกม ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง และรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีอีเอ ไอโฟน เป็นต้น
อุปกรณ์ต่อพ่วง
อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้
อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1.แผงพิมพ์อักขระ
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี 50 แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ
2.เมาส์
เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 เมาส์ทางกล
2.2 เมาส์แบบใช้แสง
3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค
เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา ซึ่งมี 3ประเภท
3.1ลูกกลมควบคุม
3.2แท่งชี้ควบคุม
3.3แผ่นรองสัมผัส
4.ก้านควบคุม
เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง
5.จอสัมผัส
เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท
6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ
6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช
7.เว็บแคม
เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้
8.จอภาพ มี2 ชนิด
1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์ ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น
2.จอภาพแบบแอลซีดี ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ
9. ลำโพง
เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง
10.หูฟัง
เป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
11. เครื่องพิมพ์
เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์
11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด
11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์
11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก
11.4พล็อตเคอร์
12. โมเด็ม
เป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์ แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก